เปรียบเทียบทรรศนะการปกครองในคัมภีร์เต๋า เต๋อจิงกับคัมภีร์พระไตรปิฎก

พระครู สิริธรรมาภิรัต, พระศุพิงศ์ชัย สุภาจาโร, ธีระพงษ์ สมเขาใหญ่

Abstract


วิทยานิพนธ์เรื่อง เปรียบเทียบทรรศนะการปกครองในคัมภีร์เต๋า เต๋อจิงกับคัมภีร์พระไตรปิฎก มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1) เพื่อศึกษาทรรศนะการปกครองในคัมภีร์เต๋า เต๋อจิง 2) เพื่อศึกษาทรรศนะการปกครองในคัมภีร์พระไตรปิฎกและ 3) เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบทรรศนะการปกครองในคัมภีร์เต๋า เต๋อจิงกับคัมภีร์พระไตรปิฎก

          ผลการวิจัยพบว่า

          1. ทรรศนะการปกครองในคัมภีร์เต๋า เต๋อจิงเล่าจื้อมองการเมืองการปกครองในแง่วิวัฒนาการ มีการแบ่งชั้นสูงต่ำของบุคคลเป็นเรื่องของผลประโยชน์ รัฐก็เปรียบเหมือนกับครอบครัวขนาดใหญ่นั้นคือการเข้าไปจัดการแก้ไขปรับปรุงให้เกิดความถูกต้องดีงามโดยการจัดการแก้ไขปรับปรุงนี้เริ่มต้นที่ตนเองก่อนผู้ปกครองทรงคุณธรรมปกครองโดยไม่ไปยุ่งเกี่ยวอะไรในราษฎรมากเกินไป เน้นคุณธรรมมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการปกครองใช้หลักคุณธรรมนำหน้ากฎหมายเมื่อมนุษย์มีความซื่อสัตย์สุจริต กฎหมายศีลธรรมต่างๆ จึงเป็นเพียงตัวบทอักษรเท่านั้น

          2. ทรรศนะการปกครองในคัมภีร์พระไตรปิฎก พระพุทธเจ้ามองการเมืองการปกครองในแง่ของวิวัฒนาการในเชิงปริมาณเป็นเรื่องของศีลธรรมรัฐเป็นองค์กรหรือตัวกลางนั้นคือ การเข้าไปจัดแจงสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในสังคมผู้ปกครองจะต้องทรงคุณธรรมเป็นแบบอย่างที่ดีงามให้กับราษฎร ศีลธรรมมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการปกครอง ถ้าการปกครองขาดเสียซึ่งคุณธรรมแล้วก็ไม่อาจสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความดีงามได้มุ่งให้เข้าถึงธรรมและได้ประโยชน์จากธรรมใช้หลักคุณธรรมนำหน้ากฎหมาย หากคนตั้งอยู่ในศีลธรรมแล้ว กฎหมายก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น

          3. ผลการวิเคราะห์จากการเปรียบเทียบพบว่า ทั้งเล่าจื้อและพระพุทธเจ้า มองการเมืองการปกครองในแง่ของวิวัฒนาการทางธรรมชาติและสังคม รัฐเกิดขึ้นเพราะความจำเป็นทางสังคม เพื่อเสริมสร้างสวัสดิภาพจัดแจงผลประโยชน์ให้เกิดความเป็นธรรม ต่างก็ได้เสนอหลักการที่จะเข้ามาช่วยในการบริหารราชการแผ่นดินไว้ 2 หลักใหญ่ๆคือ หลักกฎหมายกับหลักศีลธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้คนประพฤติผิด มิใช่เพื่อการลงโทษโดยทั้งเล่าจื้อและพระพุทธเจ้าได้ให้น้ำหนักในหลักการปกครองทางหลักศีลธรรมมากกว่าทางหลักกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคมประเทศชาติ

          อนึ่งเล่าจื้อนอกจากท่านอยู่ในฐานะรับราชการในกรมอาลักษณ์หลวงที่นครโลยังแล้วยังเป็นนักปราชญ์ประจำราชสำนักด้วย ความเป็นนักปราชญ์ประจำราชสำนักทำให้ท่านสามารถแสดงแนวความคิดเห็นทางการเมืองการปกครองได้โดยอิสรเสรีไม่มีประมาณผ่านบทกวีได้อย่างลึกซึ้งคัมภีรภาพส่วนพระพุทธเจ้าทรงดำรงภาวะเป็นนักบวชสถานะเป็นศาสดาเผยแผ่พระศาสนาการแสดงแนวความคิดจึงมีขอบเขตจำกัด วิธีการของพระองค์จึงกระทำการโดยผ่านคำสอนทางศาสนา อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจุดมุ่งหมายการปกครองของทั้งเล่าจื้อกับพระพุทธเจ้าแล้ว ล้วนมีเป้าหมายอย่างเดียวกัน นั้นคือ เพื่อสวัสดิภาพความอยู่ดีกินดี ความอยู่เย็นเป็นสุขของราษฎร และการอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุขสันติของสังคมภายในรัฐ ผู้ปกครองจึงต้องปกครองโดยคุณธรรมจะต่างกันตรงที่ เล่าจื้อมุ่งเป้าหมายแค่เพียงเป็นที่อาศัยเพื่อแสวงหาความสุขของสังคมในโลกนี้เท่านั้นในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงมุ่งเน้นทั้งเป็นที่อาศัยแสวงหาความสุขของสังคมในโลก (โลกิยสุข) และเป็นสถานที่ค้นหาสัจธรรมหรือความสุขที่อยู่เหนือโลก (โลกุตฺตรสุข)


Full Text:

PDF

Refbacks

  • There are currently no refbacks.


วารสาร มหาจุฬานาครทรรศน์ 

สำนักวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช 
๓/๓ หมู่ที่ ๕ ตำบลมะม่วงสองต้น อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ๘๐๐๐๐ 

โทร. ๐๗๕-๓๔๐๐๔๒, ๐๘๖-๔๓๔๕๙๐๓

e-mail. tak.punyada@gmail.com

www.jmndnst.com