พุทธญาณวิทยากับภูมิปัญญาไทย เรื่องพระสังกัจจายน์กับพระศรีอารยเมตไตรยอนาคตพุทธเจ้า

วีรชาติ นิ่มอนงค์

Abstract


ชาวพุทธเถรวาทไทยบางคนยังมีความเชื่ออย่างสับสนว่าพระสังกัจจายน์ที่มีรูปลักษณะอ้วนท้วน (พระอ้วนไทย) คือ พระพุทธเจ้านามว่าพระศรีอารยเมตไตรยที่ชาวพุทธมหายานจีนนับถือบูชาอยู่
(พระอ้วนจีน) เป็นองค์เดียวกัน ซึ่งถ้าว่าตามต􀄞ำนานที่มีฐานญาณวิทยาประสบการณ์นิยมและเหตุผลนิยมเดิมก็เป็นคนละองค์กันจริง แต่ญาณวิทยาแนวใหม่ที่เรียกว่าการตีความ สามารถตีความว่าเป็นองค์เดียวกันได้โดยไม่ขัดแย้งกัน หรือไม่ใช่เป็นการเข้าใจผิด ในบทความนี้ ผู้เขียนต้องการตอบปัญหาท􀄞ำไมชาวพุทธจึงเข้าใจสับสนในเรื่องพระสังกัจจายน์กับพระศรีอารยะเมตไตรย โดยมีวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ คือ (๑) เพื่อศึกษาพุทธญาณวิทยากับทฤษฎีญาณวิทยายุคใหม่ แนวเดิมและยุคใหม่แนวใหม่ (New Epistemology) คือ
การตีความ (Hermeneutics) ทั้งโดยทั่วไป (ตะวันตกและตะวันออก) และในพระพุทธศาสนา (๒) เพื่อศึกษาภูมิปัญญาเรื่องประวัติพระสังกัจจายน์เปรียบเทียบกับพระศรีอารยเมตไตรย และ (๓) เพื่อประยุกต์ใช้ทฤษฎีญาณวิทยาทั้งเก่าและใหม่ในการท􀄞ำความเข้าใจเรื่องพระสังกัจจายน์เปรียบเทียบกับพระศรีอารยเมตไตรยของมหายานจีนซึ่งผลจากการศึกษาพบว่า ทฤษฎีการตีความแนวใหม่ไม่ได้ปฏิเสธแนวเดิม เพียงแต่เสริมและบูรณาการเข้ากันเท่านั้น เช่น ทฤษฎีเจตนาผู้แต่งของชไลมาเคอร์ยังเป็นการใช้นิรนัยที่อยู่บนฐานของเจตานาผู้แต่งและภาษาของผู้แต่งคือยังมีกฎเกณฑ์เหมือนหลักนิรนัย การตีความเชิงพุทธไม่ได้ละทิ้งหลักศรัทธา ๑๐ หลักปัญญา ๓ และหลักสิกขา ๓ เพียงแต่บูรณาการอปัณณกธรรมเข้าไปและวิเคราะห์ด้วยหลักอนุปุพพมรรคและอุปายโกศลวิธี พุทธญาณวิทยาแนวใหม่ซึ่งเรียกว่าการตีความ ย่อมสอดคล้องกับญาณวิทยาพุทธแนวเดิมคือแนวสัจนิยมเชิงปฏิบัตินิยมที่ยอมรับความมีอยู่โดยสมมติของสรรพสิ่งที่อิงทั้งวัตถุและจิต แต่ความมีอยู่โดยสมมตินี้จะเข้าไปหยั่งรู้ได้ด้วยประสบการณ์ตรงของแต่ละบุคคล ปฏิบัตินิยมแนวพุทธอิงอาศัยการปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อเข้าถึงความจริงเพื่อความสิ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง ซึ่งแตกต่างจากปฏิบัตินิยมทั่วไปที่นักคิดในส􀄞ำนักนี้เน้นการเข้าถึงความจริงหรือความรู้แนววิทยาศาสตร์ ดังนั้น กรณีศึกษาภูมิปัญญาไทยเรื่องพระสังกัจจายน์และพระศรีอารยเมตไตรยของพุทธศาสนิกชนไทยจึงสามารถเข้าใจได้ตามแนวการตีความเชิงปฏิบัตินิยมแนวพุทธเป็นการบูรณาการเข้ากับปฏิบัตินิยมทั่วไป โดยสรุปการตีความแนวเดิมยึดเหตุผลเป็นส􀄞ำคัญถือว่าเป็นคนละองค์แต่การตีความแนวใหม่ถือเอาศรัทธาเป็นส􀄞ำคัญจึงถือว่าเป็นคนละองค์หรือองค์เดียวกันก็ได้ ยึดจิตที่เป็นกุศลที่ได้จากการบูชาเป็นหลักส􀄞ำคัญ


Full Text:

PDF

Refbacks

  • There are currently no refbacks.


กองวิชาการ สำนักงานอธิการบดี 

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๗๙ หมู่ ๑ ห้อง ๓๐๕ สำนักงานอธิการบดี
ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ๑๓๑๗๐
โทร. ๐๓๕-๒๔๘-๐๑๓ ต่อ ๘๗๖๗
http://jma.mcu.ac.th