บทวิจารณ์หนังสือปฏิจจสมุปบาท จากพระโอษฐ์

เสนห์ สีกาวี

Abstract


หนังสือเรื่อง “ปฏิจจสมุปบาท จากพระโอษฐ์” ของท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นหนังสือที่พยายามตีแผ่หลักธรรมคำสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกี่ยวกับเรื่องปฏิจจสมุปบาท ดังจะเห็นว่าปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นเรื่องลึกซึ้งที่สุด สมกับเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เพราะเป็นเสมือนหัวเรือใหญ่ที่จะนำพาหมู่เวไนยสัตว์ให้หลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสาร สมดังคำที่ท่านพุทธทาสใช้กล่าวเรียก ปฏิจจสมุปบาทนี้ว่าเป็นอริยสัจจ์ที่สมบูรณ์ คือว่าเต็มขนาดซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นสำหรับพุทธบริษัทที่จะต้องศึกษา เพื่อทำความเข้าใจ ดังจะเห็นได้จากพระไตรปิฎกภาษาบาลีว่า ปฏิจจสมุปบาทนั้นเป็นเรื่องของการแสดงให้รู้เรื่องความทุกข์ ที่เกิดขึ้นในรูปสายฟ้าแลบในจิตใจของคนเราเป็นประจำวัน และในวันหนึ่ง ก็สามารถเกิดรอบของปฏิจจสมุปบาทได้หลายรอบ ในทุกครั้งที่มีการกระทบทางอารมณ์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการเกิดทุกข์ หรือการดับทุกข์ที่เกิดขึ้นข้ามภพข้ามชาติดังที่เข้าใจกันอยู่ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันของการเกิดรอบปฏิจจสมุปบาท ในลักษณะที่มันติดต่อกันเป็นสายไปเลย ซึ่งในรอบหนึ่งมีอยู่ ๑๑ อาการและมันติดต่อกันไปทั้งหมด ๑๑ อาการ ในขณะเดียวที่คนเรามีเรื่องที่เป็นกิเลสเกิดขึ้นในใจครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกินเวลาตั้ง ๓ ชาติ หมายความว่า บางทีเพียงชั่วกระพริบตาเดียวเท่านั้น ปฏิจจสมุปบาทเต็มรอบเป็นเรื่องๆ หนึ่ง มีความทุกข์เสร็จแล้ว ซึ่งการสอนปฏิจจสมุปบาทรอบเดียว กินเนื้อที่ ๓ ชาติ (ตามภาษาคน) นั้น เป็นการสอนที่ผิดจากพระบาลีเดิม ถ้าสอนอย่างถูกต้องตามพระบาลีเดิม ก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะตรงกับปัญหาเฉพาะหน้าที่มีอยู่เป็นประจำวัน

               ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์นี้ เป็นการรวบรวมเรื่อง อิทัปปัจยตา ในส่วนของปฏิจจสมุปบาทมาอย่างครบถ้วน เพียงพอที่จะศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาทอย่างชัดแจ้งถึงที่สุด ให้สมกับพระพุทธภาษิตที่ว่า “ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต” ดังที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้ว นับเป็นการเห็นพระพุทธองค์ในภาษาธรรม ซึ่งเกื้อกูลแก่การบรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นอย่างยิ่ง

               ในหนังสือปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์นี้ ผู้เขียนพยายามแสดงให้ถึงข้อเท็จจริงอันลึกซึ้ง เกี่ยวกับความยากลำบากในการประกาศธรรมของพระพุทธเจ้า กล่าวคือ ต้องตรัสด้วยภาษาถึงสองภาษาในคราวเดียวกัน คือตรัสโดย “ภาษาคน” สำหรับสอนศีลธรรมแก่คนที่ยังหนาไปด้วยสัสสตทิฏฐิ คือ มีความรู้สึกเป็นตัวเป็นตน เป็นของๆตนจนยึดมั่นอยู่อย่างเหนียวแน่นเป็นประจำ และตรัสโดย “ภาษาธรรม” สำหรับสอนคนที่มีธุลีในดวงตาอันเบาบางแล้ว จะได้เข้าใจปรมัตธรรม เป็นการสอนปรมัตธรรม

               ซึ่งข้อสังเกตก็อยู่ตรงที่ว่า เมื่อท่านทรงสอนศีลธรรม ก็ต้องตรัสอย่างมีสัตว์ มีบุคคล มีตัวตน กระทั่งมีตถาคตเอง แต่เมื่อครั้นทรงสอนปรมัตธรรม ก็ตรัสอย่างไม่มีสัตว์ บุคคล กระทั่งตถาคตเอง มีแต่สิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นชั่วขณะๆ และติดต่อกันเป็นสายของปฏิจจสมุปปันธรรม ไม่ใช่พูดว่าตัวเรา ของเรา ผลกรรมเก่าของเราและเมื่อตายก็ไปรับผลกรรมทำนองสัสสตทิฏฐิ และทั้งที่ไม่ใช่ตายแล้วก็สูญไปในทำนองอุจเฉททิฏฐิ ซึ่งท่านว่าความที่อยู่ตรงกลางนี้แหละ คือเรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือมัชฌิมาปฏิปทา


Full Text:

PDF

Refbacks

  • There are currently no refbacks.