การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาจังหวัดขอนแก่น

พระราชวุธ ปญฺญาวชิโร เพชรไพร, สมปอง ชาสิงห์แก้ว, พระครูสโมธาน เขตคณารักษ์

Abstract


             การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอนต่อการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปุริสธรรม 7และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่นใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสม โดยการวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวนทั้งสิ้น 160 รูป/คนกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตามตารางของเครซี่และมอร์แกน โดยการสุ่มอย่างง่าย และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้กลุ่มเป้าหมายจำนวน 16 รูป/คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .97 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบ t-test และ F-test (OneWay ANOVA) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา

            ผลการวิจัยพบว่า

            1. สภาพการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่น พบว่า โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และเมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการบริหารงานทั่วไปในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 รองลงมา
คือด้านการบริหารงานงบประมาณในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปุริสธรรม7 และด้านการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือด้านการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปุริสธรรม 7

            2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนเกี่ยวกับสภาพการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่นจำแนกตามตำแหน่งหน้าที่ จำแนกตามวุฒิการศึกษา และจำแนกตามประสบการณ์การทำงาน พบว่าโดยภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

            3. แนวทางในการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่น มีดังนี้ 1) ผู้บริหารควรส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษามีการประสานความร่วมมือโดยการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์
เพื่อพัฒนาการบริหารงานวิชาการกับสถานศึกษาอื่น 2) ผู้บริหารควรสร้างความรู้
ความเข้าใจ กับการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย 3) ครูผู้สอนควรจัดการเรียนการสอนใช้สื่อสารสนเทศที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจ
ในบทเรียน เน้นประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ 4) ผู้บริหารควรสนับสนุน ติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการปฏิบัติงานด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นสากล

 

              The aims of this research were: 1) to study the condition of the educational administration in the digital era according to Sappurisa-Dhamma VII (sappurisa-dhamma; qualities of a good man); 2) to compare the opinions of the administrators and teachers towards the educational administration in the educational institutions in the digital era according the mentioned dhamma; 3) to study the suggestions to develop the aforesaid administration in the Phrapariyatti-dhamma schools, General Education, in KhonKaen. This study employed the mixed methods research. The quantitative research was used to collect the data from 160 samples: the educational administrators and teachers selected based on the method of Krejcie& Morgan by the simple sampling and in this stage, a questionnaire with its reliability value of .97 and a structured interview form were used as the research tools; the statistics used were: Percentage, Mean, Standard Deviation, t-test, f-test (One Way ANOVA). For the qualitative research, 16 of samples selected by the purposive sampling and the data obtained in this stage was interpreted by the descriptive analysis.

              The research results were as follows:

              1) The overall statistic score of the studied condition of the educational administration in the digital era according to Sappurisa-Dhamma VII of the schools was rated a high level. The scores of the studied aspects were the same. The highest score can be seen in the general administration based on the dhamma, followed by that of the financial administration and personnel administration. The least was seen in that of the academic administration.

              2) In both overall and studied aspects, the comparative statistic scores of the samples’ opinions toward the aforesaid administration classified by the sample qualifications: positions, educations and working experiences were differentiated with the statistical significance level of .01.

              3) The suggestions to develop the aforesaid administration in the Phrapariyatti-dhamma schools, General Education, in KhonKaen were: 1) the administrators should support the educational institutions to cooperate with other institutions by using the electronic media to develop the academic administration; 2) the administrators should create understanding and knowledge of the educational resources by using the advanced computers;
3) the teachers should manage learning and teaching with the use of the advanced information technology media to help the students understand the lessons; 4) the administrators should support, follow up and evaluate the operation according to the operational standards by using the advanced technology to develop the institutions to the international level.


Keywords


การบริหารสถานศึกษา; ยุคดิจิทัล; สัปปุริสธรรม 7 / Educational Institution Administration; Digital Era; Sappurisa-Dhamma 7

Full Text:

PDF

References


Cronbach. Lee J. (1971). Essentials of Psychological Testing. (4th

ed.). New York: Harper & Row.

Division of Buddhist Education. (2014). Practiced-Work Instruction

Book of Dhamma School. (2014). Faculty of General Study 2557 B.E.

Bangkok: National Office of Buddhism.

Krejcie & Morgan. (2011). Cited in BoonchomSrisaad.Introduction to

research. (9thed). Bangkok: Suweriyasarn.

Ministry of Education. (2010). National Education Act. 2542 B.E. and

the Additional Amendment. Bangkok: S.R. Printing Mass

Products.

National office of Buddhism. (2010). Strategic Plan and Developing

Plan for the Education of Dhamma Schools. Online. Retrieved

September 30, 2018. from: http://www.onab.go.th

Oranuch Khowpim. (2012). Leadership Accordance with Sappurissa

Dhamma 7 of the director of Dhamma Schools in Dhamma

Schools, Faculty of General Study in KhonKaen Province. Master

Degree Thesis. Graduate School:

Mahachulalongkornrajavidyalaya University.

Phrapalad Aphisit Theerapanyo (Lekphinyo). (2017). The Study of

Leadership of Manager Andeducational Personnel Accordance

with Sappurissa Dhamma 7 in Dhamma Schools, Faculty of

General Study in KhonKaen Province. Master Degree Thesis.

Graduate School:Mahachulalongkornrajavidyalaya University.

Suwanna Meidecha. (2012). Work Management Accordance with

Sappirisadhamma 7 of Educational Director, Tadsi District,

Nakhonsavan Province. Master Degree Thesis. Graduate School:

Mahachulalongkornrajavidyalaya University.


Refbacks

  • There are currently no refbacks.


บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
อาคาร 100 ปี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร)
เลขที่ 30 หมู่ 1 บ้านโคกสี ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000
http://www.ojs.mcu.ac.th/index.php/jmcukk
http://www.jg-mcukk.com
E-mail : journalmcukk@gmail.com