การเผยแผ่พระพุทธศาสนา : การพัฒนารูปแบบและวิธีการเชิงรุกของคณะสงฆ์ไทย

Phramahasomchai Klinchan

Abstract


ABSTRACT

           This research was conducted with three objectives, (1) to study the pattern of Buddhism propagation made by Thai monk ensemble in Thai society during the past-to-present days, (2) to study the problems of implementing the former pattern and methods of the said Buddhism propagation, and (3) to develop proactive pattern and methods of the said Buddhism propagation for Thai monks ensemble. The 138 monks/persons were selected as research samples through purposive sampling technique. Four main research methods for data collection included participatory observation, in-depth interview, focus group discussion and workshop. The results were the three following parts; (1) during the past-to-present days,  the most practical ways of Buddhism propagation or Dharma teaching included seven modes, namely; (1.1) direct moral conversation pattern, the same as the Buddha’s, the founder of Buddhism who made in an ancient era towards one or more of the visitors, (1.2) morality discussions for finding the truly practical ways, (1.3) occasional training and notifying as requested in guiding good-or-bad things for public’s determination, (1.4) direct morality teaching in overall topics for public audience, (1.5) idea exchanging about morality or “Dharma” practices in specific occasions (1.6)  question-and-answer forum (Q & A Forum) and (1.7) in-depth explanation about morality and enlightenment among knowledge seekers, (2) the problems of implementing the former pattern and methods of the said Buddhism propagation were; (2.1) less harmonious way of Buddhism propagation policy formulation among central and regional related units in the country, (2.2) less potential human resources for religious teaching, (2.3)  less effective and society-responsive methods for Buddhism propagation in modern era, and (2.4) less attractive and effective teaching media, (3) the recommended proactive pattern and methods of the said Buddhism propagation for Thai monks ensemble included “the Three New Dharma Centers Establishment”. The first Center should be an academic-based department to conduct Research and Development tasks (R & D mission) for innovative methods launching. The second one should be an action-based department for networking tasks to broaden the partnership for Buddhism propagation. The last one should be media development-based department for media creation to response to the Buddhism propagation in modern society.

 

KEYWORDS: Buddhism Propagation; Propagation Pattern; Propagation Methods;

                  Proactive Buddhism Propagation

 

บทคัดย่อ

บทความวิจัยนี้ มีความมุ่งหมาย ๓ ประการ คือ เพื่อศึกษารูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์สู่สังคมไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของรูปแบบและวิธีการเผยแผ่พระพุทธ ศาสนาของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน และเพื่อพัฒนารูปแบบและวิธีการเผยแผ่เชิงรุกของคณะสงฆ์ไทย ผู้วิจัยใช้วิธีการเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง ซึ่งประกอบด้วย ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มผู้รู้ กลุ่มผู้ปฏิบัติ และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลทั่วไป จำนวน ๑๓๘ รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสำรวจ แบบสังเกตอย่างมีส่วนร่วม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบบันทึกผลการสนทนากลุ่ม และแบบบันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ และนำเสนอผลการวิจัยโดยวิธีพรรณาวิเคราะห์ ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้

รูปแบบการเผยแผ่พุทธธรรมจากอดีตจนถึงปัจจุบัน มี ๗ รูปแบบ ได้แก่ การสอนธรรมแก่คนที่เข้ามาเฝ้าตั้งแต่หนึ่งและหลายคนตามโอกาส การสอนธรรมโดยทรงยกหัวข้อธรรมข้อใดข้อหนึ่งซึ่งเป็นข้อควรรู้ ควรปฏิบัติ การสอนธรรมแบบอบรม แนะนำ ตักเตือนให้รู้สึกผิดชอบชั่วดี การสอนธรรมแบบสั่งสอนหรือแบบพร่ำสอน การสอนแบบสนทนาธรรม คือ พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ทางธรรมแก่กันและกัน การสอนแบบถามตอบกันและกัน คือ ฝ่ายหนึ่งถาม ฝ่ายหนึ่งตอบ และการสอนธรรมด้วยการแสดงชี้แจงธรรมให้แจ่มแจ้งชัดเจน ทั้งนี้ ปัจจุบันพระสงฆ์ได้ปรับปรุงรูปแบบการเผยแผ่พุทธธรรมให้เหมาะสมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เช่น การปรับเป็นรูปแบบการเทศน์ การปาฐกถาธรรม การอภิปรายธรรม การสนทนาธรรม การสอนสมถกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐาน การใช้สื่อและอุปกรณ์ประกอบการสอนธรรม การเทศน์มหาชาติหรือการเทศน์แหล่ การเทศน์ปุจฉา-วิสัชนา การสอนพุทธศาสนาในโรงเรียน การเป็นพิธีกรรายการ การเขียนบทความทางวิทยุและโทรทัศน์ การเขียนบทความลงวารสารหรือหนังสือพิมพ์ การเป็นมัคคุเทศก์ การเป็นครู อาจารย์ หรือวิทยากร  การจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ และการสอนธรรมผ่านกิจกรรม

           สภาพปัญหาของรูปแบบและวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน ๔ ข้อ ได้แก่ ปัญหาด้านนโยบายการเผยแผ่ โดยคณะสงฆ์ไม่มีการระดมความคิดร่วมกันจากพระสงฆ์ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทำให้นโยบายการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน ปัญหาด้านบุคลากร โดยในวัดที่มีกิจกรรมการเผยแผ่พระพุทะศาสนานั้น ขาดแคลนบุคลากรจำนวนมากโดยไม่มีการสร้างบุคลากรทดแทนบุคลากรที่ขาดหายไป นอกจากนี้ พระสงฆ์ที่ทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนายังมีปัญหาด้านทักษะในการเผยแผ่ด้วยเช่นกัน ปัญหาด้านรูปแบบวิธีการที่ใช้ในการเผยแผ่ ไม่สอดคล้องกับค่านิยมและไม่ตรงตามความต้องการของสังคมปัจจุบัน และปัญหาด้านสื่อที่ไม่ทันสมัยและขาดประสิทธิภาพในการสื่อสาร

           การพัฒนารูปแบบและวิธีการเผยแผ่เชิงรุกของคณะสงฆ์ไทย ผู้วิจัยเสนอการพัฒนารูปแบบการเผยแผ่ โดยเสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์การเผยแผ่ธรรมะ ๓ ศูนย์หลัก ประกอบด้วย ศูนย์วิชาการ มีหน้าที่รวบรวมและพัฒนาข้อมูล ให้บริการข้อมูลด้านพระไตรปิฎก ประวัติพระสาวก เป็นต้น รวมทั้งจัดการฝึกอบรมวิชาการเผยแผ่แก่พระสงฆ์ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ศูนย์ปฏิบัติการเชิงเครือข่าย เป็นศูนย์พัฒนาหลักการปฏิบัติในลักษณะเครือข่ายบุคลากรด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยเป็นศูนย์รวมบุคลากรด้านปฏิบัติการที่มีคุณภาพด้านการเผยแผ่ธรรมะอย่างถูกวิธี และปฏิบัติการเชิงรุกในการเผยแผ่ธรรมะสู่ประชาชน และศูนย์วิทยาการด้านสื่อ เป็นศูนย์พัฒนารูปแบบและวิธีการเผยแผ่ธรรมะในรูปแบบของสื่อต่างๆ เพื่อสนับสนุนการเผยแผ่พุทธธรรม โดยจัดตั้งเป็นศูนย์ประจำจังหวัด และอำเภอ รวมทั้งเป็นศูนย์การสื่อสาร ระหว่างคณะสงฆ์กับคณะสงฆ์ ระหว่างคณะสงฆ์กับพุทธบริษัท ระหว่างคณะสงฆ์กับรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผลิตสื่อธรรมะทุกชนิดออกเผยแผ่แก่ประชาชน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งวัด พระสงฆ์ ได้นำสื่อไปประยุกต์ใช้ได้เพื่อการเผยแผ่พุทธธรรมตามความเหมาะสมต่อไป      

คำสำคัญ : การเผยแผ่พระพุทธศาสนา, รูปแบบการเผยแผ่, วิธีการเผยแผ่, การเผยแผ่เชิงรุก


Full Text:

PDF

Refbacks

  • There are currently no refbacks.